
| บทความนี้ต้องการเก็บกวาด ตรวจสอบ ปรับปรุง แก้ไขรูปแบบ เพิ่มแหล่งอ้างอิง ใส่หมวดหมู่ ใส่ลิงก์ภายใน หรือภาษาที่ใช้ ในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือหลายส่วนด้วยกัน เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานวิกิพีเดียไทย คุณสามารถช่วยแก้ไขได้ โดยการตรวจสอบและปรับปรุงบทความนี้ กรุณาเปลี่ยนไปใช้ป้ายข้อความอื่น เพื่อระบุสิ่งที่ต้องการตรวจสอบ หรือแก้ไข |
นามธารี (Namdhari) เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาซิกข์ (Sikh) ศาสนาซิกข์นั้นเป็นศาสนาซึ่งมีชื่อตามลักษณะคำสอนของศาสนา เพราะคำว่า “ซิกข์” (Sikh) มีรากศัพท์มาจากคำว่า “สิข” เป็นภาษาปัญจาบีซึ่งเป็นภาษาหลักของศาสนา ตรงกับคำในภาษาบาลีว่า “สิกขา” หรือในภาษาสันสกฤตตรงกับคำว่า “ศิษย์” ซึ่งหมายถึง ผู้ศึกษา ผู้ใฝ่เรียน ลูกศิษย์หรือสาวก ดังนั้น ทุกคนจึงเป็นศิษย์ของครู หรือ “คุรุ” (Guru) ซึ่งหมายถึงองค์พระศาสดา และการเข้าถึงหลักการของศาสนาจะต้องผ่านทาง “คุรุ” หรือครูเท่านั้น จึงทำให้ต้องมี “คุรุ” สืบต่อมาโดยตลอดไม่ขาดช่วงจนถึงปัจจุบัน นามธารี แปลว่า ผู้ซึ่งเทิดทูนธำรงค์รักษาให้ทรงไว้ซึ่งพระนามของพระผู้เป็นเจ้า หรือผู้ยึดมั่นในพระนามของพระผู้เป็นเจ้า (“นาม” หมายถึง พระนามของพระผู้เป็นเจ้า ส่วน “ธารี” หมายถึงการธำรงค์รักษา) จึงกล่าวได้ว่า ชาวซิกข์-นามธารี คือผู้ที่มีความรัก เชื่อถือศรัทธา และยึดมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว โดยเชื่อฟังคำสั่งสอนขององค์พระศาสดาผู้ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เสมือนอาจารย์ผู้สั่งสอนศิษย์ เพราะชาวซิกข์-นามธารีเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาล้วนต้องได้รับการศึกษาวิชาต่างๆ จากครูบาอาจารย์เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของการดำเนินชีวิต และการแสวงหาหนทางสู่ความหลุดพ้น ล้วนแล้วแต่ต้องมีครูผู้นำทางชีวิตทั้งสิ้น ศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีทุกคนในฐานะ “ศิษย์” จึงต้องมี “ครู” เพื่อชี้นำแนะแนวเส้นทางการดำเนินชีวิตให้ถึงจุดหมายเสมอตลอดอายุขัย และการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าจะสำเร็จได้ก็ย่อมต้องผ่านทาง “คุรุ” หรือองค์พระศาสดาผู้เทิดทูน และยึดมั่นในพระนามของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น
ประเภทศาสนา
ศาสนาซิกข์-นามธารีเป็นศาสนาประเภท เอกเทวนิยม (Monotheism) คือ เชื่อว่ามีพระเจ้าสูงสุดเพียงพระองค์เดียว แต่พระองค์มีหลายพระนามตามแต่คนจะเรียกขาน อีกทั้งศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารียังเชื่อว่าองค์พระศาสดาทุกพระองค์ล้วนเป็นปางอวตารของพระผู้เป็นเจ้า เสมือนหนึ่งเป็นตัวแทนของพระผู้เป็นเจ้า
ภาษา
ใช้ภาษาของรัฐปัญจาบเป็นหลัก ซึ่งเรียกว่า ภาษา “ปัญจาบี” (Punjabi) เป็นหลัก (หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “คุรุ มุขขิ” (Gur Mukhi) ซึ่งแปลว่า ภาษาของครู) ส่วนภาษารองขึ้นอยู่กับภูมิประเทศที่ศาสนิกชนอาศัยอยู่
อาหารการกิน
เนื่องจากหลักของศาสนาซิกข์-นามธารีเน้นสอนให้มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ ศาสนิกชนจึงเป็นนักมังสวิรัติประเภท Lacto Vegetarian คือรับประทานเพียงพืช ผัก ผลไม้ น้ำผึ้ง น้ำนม และผลิตภัณฑ์จากน้ำนมทุกประเภท แต่หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหาร และยาที่มีส่วนผสมของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เช่น ไข่ ปลา ไก่ หมู กุ้ง วัว เป็นต้น และหลีกเลี่ยงอาหารซึ่งมีโทษต่อร่างกาย เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ สุรา เป็นต้น รวมทั้งเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน (น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง ฯลฯ) ไม่เสพสิ่งเสพติดมึนเมาให้โทษทุกประเภท
วิถีชีวิต
ชาวซิกข์-นามธารีทุกคนถูกปลูกฝังคุณธรรมเข้าไปในชีวิต และจิตวิญญาณตั้งแต่แรกเกิดเสียด้วยซ้ำ เพราะเหตุที่บิดามารดา และบรรพบุรุษก็ดำรงชีวิตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม และความดีงาม รวมทั้งสอดคล้องต่อหลักธรรมชาติ และเน้นความเรียบง่ายตลอดมา ดังคำกล่าวที่ว่า “Simple living, High thinking”
เมื่อทารกใหม่ได้ลืมตาดูโลกขึ้นมาในครอบครัวของศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารี สิ่งแรกที่จะได้รับคือ “พระนาม” (Naam) ของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการสวดมนต์ไปตลอดชีวิต โดยจะมีคนพูดอยู่ข้างหู พร้อมทั้งให้รับน้ำอมฤตด้วย อาหารที่ทารกจะได้รับไปตลอดชีวิตคืออาหารมังสวิรัติซึ่งไม่เบียดเบียนชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งปวงเพื่อนำมาบริโภค และล้วนแล้วแต่เป็นอาหารธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุที่คำนึงถึงคำกล่าวที่ว่า “You are what you eat” ฉะนั้นศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีทุกครอบครัวจึงใส่ใจและพิถีพิถันเป็นพิเศษในการประกอบอาหารเสมอ โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงในครอบครัวจะสวดมนต์ไปด้วยระหว่างทำอาหารทุกมื้อให้ทุกคนในครอบครัวรับประทาน เพราะถือว่าการทำจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ระหว่างประกอบอาหารนั้นย่อมทำให้อาหารนั้นบริสุทธิ์มากขึ้นไปด้วยเพื่อให้ผู้รับประทานได้รับแต่สิ่งที่ดีต่อร่างกายและจิตวิญญาณในขณะเดียวกัน โดยศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีส่วนใหญ่มักนำอาหารจากที่บ้านไปทานที่ทำงาน หรือโรงเรียนเสมอ
ทุกเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีจะตื่นและอาบน้ำชำระล้างร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า หลังจากนั้นจะชำระล้างจิตใจด้วยการทำสมาธิสวดมนต์ระลึกถึงพระนามของพระผู้เป็นเจ้าเสมอ และพร้อมที่จะออกไปทำงานด้วยกายและใจที่สงบ มีสติและเป็นสมาธิ ดังคำกล่าวที่ว่า “มือประกอบกิจ จิตอาราธนา” การดำเนินชีวิตรวมทั้งการค้าขายก็จะคงไว้ซึ่งคุณธรรมเสมอ โดยไม่เอาเปรียบทุกสรรพชีวิตทั้งทางกาย วาจา และใจ เมื่อกลับมาบ้านเวลาเย็นก็จะอาบชำระล้างร่างกายอ่านพระคัมภีร์ และศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีมักเข้านอนแต่หัวค่ำเสมอ เพื่อที่จะตื่นแต่เช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีทั้งต่อสุขภาพกายและใจ โดยศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีจะปฏิบัติวัตรเช่นนี้เป็นประจำ ส่วนในวันอาทิตย์เช้าก็จะไปร่วมกันทำสมาธิ ฟังเทศน์ฟังธรรมอย่างพร้อมเพรียงกันที่ศาสนสถานเสมอ
ศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีมีลักษณะอันโดดเด่นเพราะการแต่งตัว เช่น การโพกศีรษะด้วยผ้าสีขาว การไว้ผมยาว และหนวดเครา ผู้หญิงก็จะไว้ผมยาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาที่ตั้งแต่เกิดมาพวกเขาไม่เคยตัดแต่งใดๆ เลย ปล่อยไว้ตามธรรมชาติเสมอ ที่ข้อมือของศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีทุกเพศทุกวัยจะมีกำไลเหล็กสวมใส่ไว้ คนที่มีลักษณะดังกล่าวเรียกตัวเอง “ซิกข์-นามธารี” และคำเรียกข้างหลังชื่อผู้ชายก็ต้องมีคำว่า “ซิงห์” ซึ่งหมายถึงสิงโต หรือราชสีห์ตามนิยายโบราณว่าเป็นพญาของสัตว์ทั้งหลาย ส่วนผู้หญิงจะมีคำเรียกข้างหลังชื่อว่า “กอร์” ซึ่งหมายถึงเจ้าชาย ศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่และอาชีพของตน ชาวไทยมักรู้จักศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีในแถวสำเพ็ง และพาหุรัด เพราะพวกเขาเป็นพ่อค้าขายผ้าเป็นส่วนมาก
ในเรื่องของคู่ชีวิต ศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีส่วนใหญ่มักจะให้ผู้ใหญ่ในครอบครัวซึ่งมีประสบการณ์ในเรื่องชีวิตคู่มาแล้วช่วยตัดสินใจเลือกคู่ครองให้ ซึ่งโอกาสในการผิดพลาด และเลิกรากันเป็นมีน้อยมาก พิธีมงคลสมรสของศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีจะถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและประหยัด ซึ่งบ่อยครั้งที่มีการสมรสหมู่มากกว่าหนึ่งคู่ และศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีทั้งชายหญิงจะถูกปลูกฝังในเรื่องการใช้ธรรมะควบคู่ไปกับการครองเรือนเสมอ
วิถีชีวิตดังกล่าวดำเนินไปทุกวันทั้งในด้านความคิด วิจารณญาณ อาหาร และอาชีพอันสุจริต ความยึดมั่นในคุณงามความดี รวมทั้งคุณธรรม การไม่เบียดเบียนทุกสรรพชีวิต สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ศาสนิกชนชาวซิกข์-นามธารีทุกคนได้รับการปลูกฝังให้อยู่อย่างเรียบง่าย และพอเพียงเผื่อแผ่ผู้อื่นเสมอ โดยที่สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในชีวิตทุกวันจนกลายเป็นความเคยชินในการดำรงชีวิตอันดีงามอย่างไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากเลย
Why are we here?
All text is available under the terms of the GNU Free Documentation License
This page is cache of Wikipedia. History